THAILAND

posted on 05 Feb 2010 11:31 by joyzanaruk

Siam" redirects here. For other uses, see Siam (disambiguation).

The history of Thailand begins with the migration of the Tai- Lao speaking people from their ancestral home in southern China into mainland southeast Asia around the 10th century AD. Prior to this, Indianized kingdoms such as the Mon, Khmer and Malay kingdoms ruled the region. The Thais established their own states starting with Sukhothai, Chiang Saen and Chiang Mai as Lanna Kingdom and then Ayutthaya kingdom. These states fought each other and were under constant threat from the Khmers, Burma and Vietnam. Much later, the European colonial powers threatened in the 19th and early 20th centuries, but Thailand survived as the only Southeast Asian state to avoid colonial rule. After the end of the absolute monarchy in 1932, Thailand endured sixty years of almost permanent military rule before the establishment of a democratic elected-government system

ข้อความดีๆที่มีให้เธอ

posted on 30 Jan 2010 11:03 by joyzanaruk

วันนี้..เราอาจรู้สึกผูกพันต่อสิ่งหนึ่ง
จนคิดว่าเราขาดไม่ได้..
แต่เวลาจะทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไป..
สักวันเราจะรู้ว่า..สิ่งที่เราผูกพันในวันนี้.
เป็นแค่ส่วนหนึ่งที่เติมชีวิตเรา
ไม่ใช่..ทั้งหมดของชีวิตเรา...

วันหนึ่ง..หากเรามีโอกาสได้เจอสิ่งที่ถูกใจสิ่งใหม่
ที่เราคิดว่าเราพึงใจ..ปรารถนา..ต้องการ..ขาดไม่ได้
เราก็จะเริ่มผูกพันกับสิ่งใหม่ได้ในเวลาไม่นานนัก...

เมื่อเวลาหนึ่งผ่านไป จะสอนเราได้เองว่า..
ความผูกพันกับสิ่งใด ๆ ในช่วงเวลาหนึ่ง
จะเป็นความสุขในช่วงเวลานั้น ๆ
อย่าได้ไปยึดติด อย่าได้ไปใช้ชีวิตทั้งชีวิตหลุ่มหลง...
คิดเสียว่า.เราโชคดี.ที่มีโอกาสได้ผูกพันกับสิ่งที่เรารัก

ความผูกพัน..ก็เหมือนกับความรัก..
หรืออาจจะเป็นผลพวงที่มาจากความรัก
หากเรารักใครคนใดคนหนึ่งมาก
เราก็จะรู้สึกว่าผูกพันมาก
แต่ความผูกพันที่ว่า.ไม่ได้หมายถึงการหยุดตัวเอง
ไว้กับสิ่งนั้น..เพราะคนทุกคน ย่อมผูกพันกับหลายๆ สิ่ง
เปรียบเสมือนเรามีแก้วน้ำอยู่หนึ่งใบ
ในยามเช้า..เราอาจต้องใช้แก้วใบนี้ดื่มนม
พออากาศร้อนหน่อย..เราอาจต้องการน้ำเย็น
บางครั้งที่เราไม่สบาย..เราอาจต้องการน้ำอุ่น
ใจเราก็เหมือนกับแก้วน้ำ..ต้องเติมสิ่งต่าง
ในเวลาที่แตกต่างกัน...ตามความเหมาะสม..
หากเราเติมน้ำเย็นลงไปในแก้วน้ำ
แล้วเติมน้ำร้อนลงไปเราเองในทันที.ในแก้วใบเดียวกัน..
เราก็จะพบว่า..แก้วใบนั้น..ก็จะร้าว..แล้วเริ่มแตก

ซึ่งก็เหมือนกับใจเรา..
ความผูกพันต่อสิ่งหนึ่งสิ่งใดในช่วงเวลาหนึ่ง..ไม่ผิด
ถ้าเราค่อย ๆ ปรับใจ ปรับตัวของ
ให้กลับคืนในเวลาที่ควร
เพราะอย่างน้อยที่สุด..เราก็มีโอกาส..ได้ผูกพัน...
ซึ่งก็เหมือนเราได้มีโอกาส..ได้รัก นั่นเอง

ถ้าคุณมีความสุขที่เห็นเค้าเดินกับคนอื่น
คือ........ความรัก

ถ้าคุณเศร้า เหงา คิดถึงเค้าอยากเจอ พูดคุย
คือ.........ความรัก

ถ้าคุณร้อนรนที่เค้าอยู่กับใคร ๆ ที่ไม่ใช่คุณ
คือ.........ความใคร่ อยากเก็บไว้เป็นเจ้าของคนเดียว

ถ้าคุณเมามาย เค้าลูบหลังไหล่ ดูแล
คือ.........ความรักที่บริสุทธิใจ

ถ้าคุณเมามาย เค้ากอดและสัมผัสร่างกาย
คือ..........ความใคร่จากเค้าของคุณ

ถ้าคุณเข้าหา แต่เค้าหนี...
คือ......... ความใคร่ ที่หมดเยื่อใยแล้ว

ถ้าคุณหนี แต่เค้าวิ่งตามมา
คือ..........ความรักที่ยังไม่มีจุดจบ

ถ้าคุณร้องให้ ให้กับคนที่ไม่มีเยื่อใยในตัวคุณ
คุณคือคนโง่ และบ้า อย่างน่าอาย

แต่ถ้าคุณพอใจ...จงรัก และ มอบความรัก
ให้กับเค้า แม้มันจะไม่กลับมาหาคุณก็ตาม
จงดีใจที่ได้รักซะวันนี้..
ดีกว่าที่จะมานั่งเสียใจในวันหน้า

จงภูมิใจที่มีความใคร่ เสน่หา
เพราะมันจะไม่ย้อนกลับมาหาอีกต่อไป....


 

บางอย่างไม่สามารถให้เธอได้

แต่ฉันจะพยายามทำทุกอย่าง

ให้เธอไปถึงมันสักวัน..


 

เพราะคุณมักจะยืนหันหลังให้ฉันเสมอ

ฉันจึงได้แต่มองหลังของคุณโดยไม่รู้ว่าคุณกำลังสนใจอะไรอยู่

Chelsea...สิงห์บลูสู้ๆ

posted on 28 Jan 2010 19:04 by joyzanaruk

 

 

ชื่อเต็ม Chelsea Football Club
ฉายา The Blues,The Pensioners
สิงห์สำอาง,สิงโตน้ำเงินคราม (ภาษาไทย)
ก่อตั้ง 14 มีนาคม พ.ศ. 2448
สนาม สแตมฟอร์ดบริดจ์
ลอนดอน
ความจุ 92,055 คน
เจ้าของสโมสร โรมัน อับราโมวิช
ประธานสโมสร Bruce Buck
ผู้จัดการทีม คาร์โล อันเชลอตติ
(1 มิถุนายน ค.ศ. 2009-ปัจจุบัน)
ลีก เอฟเอ พรีเมียร์ลีก
2008-09 พรีเมียร์ลีก อันดับที่ 3

 

 โปรแกรมการแข่งขันของเซลซี

เดือน มกราคม 

เสาร์ 9  Premierleague Hull City  v Chelsea

เสาร์ 16  Premierleague Chelsea v Sunderland


พุธ 27  Premierleague Chelsea v Birmingham


เสาร์ 30  Premierleague Burnley v Chelsea


เดือน กุมภาพันธ์ 

เสาร์ 6  Premierleague Chelsea v Arsenal

พุธ 10  Premierleague Everton v Chelsea

เสาร์ 20  Premierleague Wolverhampton v Chelsea

เสาร์ 27 Premierleague Chelsea v Manchester City 


เดือน มีนาคม 

เสาร์ 6  Premierleague Portsmouth v Chelsea

เสาร์ 13  Premierleague Chelsea v West Ham Utd 

เสาร์ 20  Premierleague Blackburn v Chelsea

เสาร์ 27  Premierleague Chelsea v Aston Villa 


เดือน เมษายน 

เสาร์ 3  Premierleague Manchester Utd  v Chelsea

เสาร์ 10  Premierleague Chelsea v Bolton

เสาร์ 17 Premierleague Spurs v Chelsea

เสาร์ 24  Premierleague Chelsea v Stoke City 


เดือน พฤษภาคม

เสาร์ 1  Premierleague Liverpool v Chelsea

อาทิตย์ 9  Premierleague Chelsea v Wigan

 

หมายเลขตำแหน่งผู้เล่น
1 GK ปีเตอร์ เช็ก
2 DF บรานิสสลาฟ อิวาโนวิช
3 DF แอชลี่ย์ โคล
5 MF มิคาเอล เอสเซียง
6 DF ริคาร์โด้ คาร์วัลโญ่
8 MF แฟรงค์ แลมพาร์ด
10 MF โจ โคล
11 FW ดิดิเยร์ ดร็อกบา
12 MF จอห์น โอบี มิเกล
13 MF มิชาเอล บัลลัค
15 MF ฟลอรองต์ มาลูดา
17 DF โจเซ่ โบซิงวา
18 MF ยูริ เซอร์คอฟ
19 DF เปาโล แฟร์เรยร่า
20 MF เดโก้
21 FW ซาโลมง กาลู
23 FW ดาเนี่ยล สเตอร์ริดจ์
26 DF จอห์น เทอร์รี่ (กัปตันทีม)
33 DF อเล็กซ์
35 DF เบลเล็ตติ
39 FW นิโกลาส์ อแนลก้า
40 GK ฮิลาริโอ ซัมไปโญ่
45 GK รอส เทิร์นบูล

edit @ 28 Jan 2010 19:15:12 by พัชรี เพชรพูล

เพชรบุรี

posted on 27 Jan 2010 10:50 by joyzanaruk
สัญลักษณ์ประจําจังหวัด
รูปพระนครคีรีหรือเขาวัง

                                   

ความหมายของตราจังหวัด

ต้นตาลโตนดมีมากในจังหวัดนี้มาตั้งแต่สมัยโบราณ  ให้น้ำตาลที่มีรสหวานแหลมเป็นที่ขึ้นชื่อกันทั่วไป  ผืนนาปลูกข้าว  หมายถึงข้าวพันธุ์ดี  อาชีพแบละความอุดมสมบูรณ์ของจังหวัด  ส่วนเทือกเขาสามยอดเบื้องหลัง คือเขาวัง  ซึงพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯให้สร้างเจดีย์พระธาตุจอมเพชร ครอบเจดีย์องค์เก่าสมัยขอมเอาไว้บน
ยอดเขาลูกกลาง  ทรงสร้างพระปรางค์ใหญ่  และพระที่นั่งจตุเวทย์กาพจน์ไว้บนยอดเขาลูกซ้าย  และเป็นสัญลักษณ์ของจังหวัด 

คําขวัญประจําจังหวัด

                                                    เขาวังคู่บ้าน ขนมหวานเมืองพระ
                                                   เลิศลํ้าศิลปะ แดนธรรมะทะเลงาม

                                                           ธงประจำจังหวัด
 
                     

ต้นไม้ประจำจังหวัดเพชรบุรี  ต้นหว้า

ชื่อทั่วไป  -  หว้า

ชื่อสามัญ -  Bo Tree, Sacred Fig Tree, Pipal Tree, peepul tree

ชื่อวิทยาศาสตร์  -  Syzygium cumini (L.) Skeels

วงศ์  -  BORAGINACEAE

ชื่ออื่นๆ -  หว้า, ห้าขี้แพะ






ขนาด และที่ตั้ง

     จังหวัดเพชรบุรีตั้งอยู่ในภาคตะวันตกของประเทศไทย โดยห่างจากกรุงเทพมหานครไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ทางรถยนต์สายธนบุรี - ปากท่อ ประมาณ 120 กิโลเมตร มีเนื้อที่ทั้งสิ้น 6,225.138 ตารางกิโลเมตร หรือเท่ากับ 3,890,771.2 ไร่ จังหวัดเพชรบุรี

ภูมิประเทศ และภูมิอากาศ

     ภูมิประเทศ
     พื้นที่ส่วนใหญ่ของจังหวัดเพชรบุรีเป็นที่ราบสูง มีภูเขาและป่าไม้ ทางทิศตะวันออกเป็นที่ราบลุ่มไปจนจรดอ่าวไทย เป็นที่ประกอบการเกษตรได้เป็นอย่างดี ทางทิศตะวันตกเป็นที่ราบสูงและเทือกเขาตะนาวศรี ซึ่งกั้นพรมแดนระหว่างไทยและประเทศเมียนม่า(สาธารณรัฐสังคมนิยมแห่งสหภาพพม่า) นอกจากนี้ยังมีป่าไม้อยู่ในท้องที่อำเภอหนองหญ้าปล้อง อำเภอบ้านลาด อำเภอท่ายาง อำเภอชะอำและอำเภอแก่งกระจาน

    ภูมิอากาศ
     จังหวัดเพชรบุรีเป็นจังหวัดชายทะเล จึงมีอากาศอบอุ่นสบายไม่ร้อนจัดและไม่หนาวจัด ในปี 2539 อุณภูมิวันสูงสุด 37.3 องศาเซลเซียส วันต่ำสุด 14.6 องศาเซลเซียส อุณหภูมิเฉลี่ยทั้งปี 27.7 องศาเซลเซียส ปริมาณน้ำฝนจากสถานีอุตุนิยมวิทยาตั้งแต่ปี 2530 - 2539 มีฝนตกประมาณปีละ 100 วัน จำนวนน้ำฝนประมาณ 955.1 มิลลิเมตรต่อปี และมีฝนตกมากที่สุดในเดือนกันยายน - ตุลาคม ในปี 2539 นับว่าฝนตกมากกว่าเกณฑ์เฉลี่ย โดยมีฝนตก 127 วัน วัดปริมาณน้ำฝนได้จำนวน 1,136.9 มิลลิเมตร

การปกครอง และประชากร

     ในปี 2539 จังหวัดเพชรบุรี แบ่งการปกครองส่วนภูมิภาคเป็น 8 อำเภอ 93 ตำบล 659 หมู่บ้าน โดยมีอำเภอ ดังนี้ อำเภอเมืองเพชรบุรี อำเภอบ้านแหลม อำเภอบ้านลาด อำเภอชะอำ อำเภอท่ายาง อำเภอเขาย้อย อำเภอหนองหญ้าปล้อง และอำเภอแก่งกระจาน การปกครองท้องถิ่นประกอบด้วย องค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล 2 เทศบาล คือเทศบาลเมืองเพชรบุรี และเทศบาลตำบลชะอำ สุขาภิบาล 9 แห่ง องค์การบริหารส่วนตำบลบ 22 แห่ง และสภาตำบล 60 แห่ง ในปี 2539 จังหวัดเพชรบุรีมีประชากรทั้งสิ้น 450,040 คน เป็นชาย 220,834 คน คิดเป็นร้อยละ 49.07 เป็นหญิง 229,206 คน คิดเป็นร้อยละ 50.93 ของประชากรทั้งหมด ในระหว่างปี 2538 - 2539 อัตราเพิ่มของประชากรต่อ 100 คน เท่ากับ 0.66 คน ความหนาแน่นของประชากรต่อเนื้อที่ 1 ตารางกิโลเมตรเท่ากับ 72.29 คน

ทรัพยากร และแหล่งน้ำ

     ทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญของจังหวัดเพชรบุรี คือป่าไม้ นอกจากนี้ยังมีแร่ธาตุต่าง ๆ ที่สำคัญ คือ หินปูน หินดินดาน หินอ่อน ลิกไนต์ และดินขาว ในปี พ.ศ. 2539 มีเหมืองแร่ที่เปิดทำการ 27 เหมือง
แหล่งน้ำตามธรรมชาติที่สำคัญในจังหวัดเพชรบุรี มี 3 สาย คือแม่น้ำเพชรบุรี แม่น้ำบางกลอย และแม่น้ำบางตะบูน และยังมีโครงการชลประทานเขื่อนแก่งกระจาน และโครงการชลประทานแม่กลองใหญ๋ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการเกษตรในพื้นที่อำเภอท่ายาง อำเภอชะอำ อำเภอบ้านลาด อำเภอบ้านแหลม อำเภอเมืองเพชรบุรี และอำเภอเขาย้อย


ป่าไม้ และแร่ธาตุ

    แร่ธาตุ
     จังหวัดเพชรบุรี มีการผลิตแร่ธาตุที่สำคัญ ได้แก่ หินปูน หินดินดาน หินอ่อน ลิกไนต์ และดินขาว ในปี พ.ศ. 2539 มีเหมืองแร่ที่เปิดทำการ 27 เหมือง



ประชากรเพชรบุรีประกอบอาชีพหลักในการเกษตรกรรม มีการทำนา ทำไร่ สวนผลไม้ ทำน้ำตาล โตนด เลี้ยงสัตว์ และประมงทั้งน้ำจืดและน้ำเค็ม
เพชรบุรีมีแม่น้ำสำคัญอยู่ 3 สายคือ"แม่น้ำเพชรบุรี" มีความยาว ตลอด-สาย 227กิโลเมตร"แม่น้ำบางกลอย"มีความยาว 44 กิโลเมตร และ "แม่น้ำบางตะบูน" มีความยาว 18 กิโลเมตร
อุณหภูมิโดยเฉลี่ยระหว่าง 16 - 38 องศาเซลเซียส มีฝนตกชุกในระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงเดือนตุลาคม

อาณาเขตติดต่อ

ทิศเหนือ ติดต่อกับอำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม และอำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี

ทิศใต้ ติดต่อกับอำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

ทิศตะวันออก จดฝั่งทะเลอ่าวไทย

ทิศตะวันตก จดด้านเหนือของเทือกเขาตะนาวศรี

เส้นกั้นอาณาเขตระหว่างไทยกับพม่ายาวประมาณ 120 กิโลเมตร ในเขตจังหวัดเพชรบุรี ชายฝั่งจากเหนือสุดจดใต้สุดของจังหวัดเพชรบุรี มีความยาวทั้งหมดประมาณ 80 กิโลเมตรการปกครอง ในด้านการปกครอง


เพลงหัวหินสิ้นมนต์รัก
 
หัวหิน เป็นถิ่นสัญญา
จากไป กลับมาผิดหวัง
ฮืม...ความหลังยังเวียนวน
คลื่นสวาทมันแรง มันแกล้งมาดล
ร้อนจนใจสั่น
เคยชื่นชู้ สู่สวรรค์
รักกันมั่น ใจฉันยังปลื้ม
มันซาบมันซึม มันปลื้มไม่นาน วิมานทลาย

หัวหิน เป็นถิ่นสัญญา
ขาดเธอ กลับพลันเงียบเหงา
ฮืม...มอง แสงดาวเรียงราย
คลื่น ยังคร่ำยังครวญ
จันทร์แจ่มยังนวล เย้ายวนไม่วาย
คอยชื่นชู้อยู่แลหาย
เห็นรอยทราย ใจฉันหวิวหวั่น
เคยนั่งชมคลื่น เคยชื่นใจกัน ฉันยังไม่ลืม

ปุลากง

posted on 14 Jan 2010 20:04 by joyzanaruk

 

 

 

 

 เข้ม ( ศกร ) เป็นเด็กชายวัย 14 ปี รูปร่างผอมสูง มีนิสัยเจ้าอารมณ์ เข้มเป็นลูกของนางแพงศรี กับคุณอรรถ ซึ่งคุณอรรถมีภรรยาหลวงอยู่แล้วคือคุณฉะอ้อน และมีลูกกับคุณฉะอ้อนถึง 4 คน คือคุณปุ้ม หรือคุณอัมพิกา อายุ 18 ปี แต่พิการเป็นโปลิโอตั้งแต่เด็ก คุณอดิศรลูกชายคนที่ 2 คุณอนันต์ ลูกคนที่ 3 และคุณอรนุช ลูกสาวคนสุดท้อง ซึ่งเกิดพร้อมกับเข้ม เข้มเรียกคุณอัมพิกาว่าพี่เพียงคนเดียว เพราะเธอเป็นคนใจดี คุณปุ้มเรียนเปียโนกับคุณพิรุณ ครูสอนซึ่งเป็นหม้าย สามีเป็นนายทหารแต่เสียชีวิตในสงคราม ครูพิรุณทำงานหาเลี้ยงตัวเองกับหนูตุ่น ( ศุภรา )

ที่เป็นลูกสาวโดยการรับจ้างสอนเปียโน เธอมีลูกศิษย์มากมาย บ้านของเธออยู่ข้างบ้านของเข้มนั่นเอง

 

ความที่เข้มถูกเลี้ยงดูมากอย่างลูกที่ขาดความอบอุ่นและไม่ได้รับความยุติธรรมจากพ่อ นั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้เข้มกลายเป็นคนเจ้าอารมณ์ พูดจาห้วน และหน้าตาไม่แจ่มใส กิริยาก็ค่อนข้างกระด้าง เนื่องด้วยความที่พ่อให้การเลี้ยงดูไม่เท่าเทียมกับลูกที่เกิดจากภรรยาหลวง การขอค่าใช้จ่ายในการเรียนค่อนข้างยาก การกินอยู่ก็ไม่เหมือนกัน เข้มและแม่จะแยกมาอยู่ที่เรือนหลังเล็กซึ่งปลูกอยู่สุดอาณาเขตของบ้าน เรื่องของอาหารการกินก็สุดแล้วแต่ทางครัวจะจัดมาให้ ซึ่งจะไม่เหมือนกับที่เรือนใหญ่

 

ยามที่เข้มจะมาขอเงินค่าใช้จ่ายทุกครั้งก็จะถูกพ่อดุว่า โดยพ่อจะอ้างอยู่เสมอว่าให้เข้มเท่าเทียมกับลูกคุณฉะอ้อนไม่ได้ เพราทรัพย์สินทั้งหมดจะเป็นของคุณฉะอ้อน แม้แต่เมื่อเข้มขอเงินเพื่อซื้อไวโอลิน เพราะพ่อบอกว่า ถ้าสอบได้เกิน 80 เปอร์เซ็นต์จะให้รางวัล แต่แล้วพ่อก็ไม่ให้ เข้มเสียใจมากแต่ก็ไม่เคยร้องไห้ให้พ่อเห็น นอกจากแม่ เขาเคยถามแม่ถึงเหตุผลที่แม่ยอมเป็นภรรยาน้อยของพ่อ และจำยอมอยู่อย่างอดทน เพราะนางแพงศรีเป็นเมียน้อยแบบโบราณ ทุกอย่างในชีวิตแล้วแต่สามี มารดาของเข้มเล่าให้เขาฟังถึงความหลังว่า เป็นเมียคุณอรรถ เมื่อครั้งไปอยู่หัวเมือง จนเมื่อสามีพามากรุงเทพฯ ถึงได้ทราบว่าตนเองเป็นเมียน้อย แม้จะพอมีความรู้มีพ่อเป็นครูใหญ่ แต่ก็ไม่สามารถจะเลือกวิถีชีวิตได้ ความเป็นหญิงไทยแบบโบราณ ทำให้เธอยอมอยู่อย่างสงบเสงี่ยมเจียมตัว สิ่งเดียวที่เธอต้องการก็คือลูก แม้ว่าสามีจะให้เอาลูกออกเธอก็ไม่ยอม แม้เข้มจะขาดความรักจากพ่อ แต่ความรักมากมายของแม่ ก็หล่อหลอมให้เข้มเป็นเด็กใฝ่ดี

 

เมื่อคราวจำเป็นต้องใช้เงินเป็นค่าเทอม เข้มจะหารายได้พิเศษโดยการรับจ้างเล่นการพนันในบ่อนของเมียตำรวจ แต่เข้มไม่เคยเล่าเรื่องนี้ให้ใครฟัง นอกจากคุณปุ้ม เพราะเข้มขอยืมเงินของคุณปุ้ม และสามารถหามาใช้ได้ นั่นทำให้คุณปุ้มสงสัย ในที่สุดเธอก็บอกให้คุณพ่อทราบ ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่เข้มและกวง เพื่อนชาวจีนของเข้ม ไปเล่นไพ่และเกิดเรื่องเจ้ามือถูกยิงตาย แต่เข้มกับกวงหนีออกมาได้ ตำรวจมาตามหาเข้มที่บ้าน แต่เกรงใจคุณอรรถจึงยอมกลับไป วันนั้นเข้มมีปากเสียงกับพ่ออย่างรุนแรง เพราะพ่อหาว่าเขาทำให้เสียชื่อเสียงวงศ์ตระกูล

เข้มให้สัญญากับแม่ว่าจะไม่หาเงินด้วยวิธีแบบนี้อีก

 

ต่อมาเข้มสอบเข้าโรงเรียนนายร้อยตำรวจได้ และอยู่ประจำนานๆจึงจะได้กลับบ้านสักครั้ง จึงได้รู้ความเปลี่ยนแปลงภายในบ้าน คุณอดิศรมีลูกกับภรรยาลูกสาวแม่ค้าถึง 5 คน คุณอนันต์กำลังจะไปศึกษาต่อต่างประเทศ ส่วนคุณอรนุชก็สอบได้อักษรศาสตร์จุฬา เข้มได้ไปเยี่ยมกวง เขาได้รู้ว่ากวงติดยาเสพติดอย่างหนัก ด้วยความที่ถูกแม่บังคับให้ทำงานหนัก เพื่อเป็นตัวแทนของพ่อที่ตายไป กวงต้องเลี้ยงดูส่งเสียทุกคนในบ้าน เมื่อเหนื่อยและกลุ้มใจมาก ก็เข้าหายาเสพติดโดยที่คนทางบ้านไม่รู้ คิดว่ากวงป่วยเพราะผีเข้า เข้มจึงรีบนำตัวกวงส่งโรงพยาบาลเพื่อรักษา และสัญญาว่าเมื่อเรียนจบจะรับกวงไปอยู่ด้วยกัน

 

รุ่งเช้าเข้มรับกวงไปส่งที่โรงพยาบาลหลังจากนั้นจึงไปนั่งเล่นที่แถวท่าพระจันทร์ ขณะสั่งน้ำดื่มเข้มเห็นหนูตุ่นซึ่งขณะนี้เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มากับเพื่อนชาย ทำให้เข้มนึกถึงเรื่องราวในอดีตของเด็กหญิงคนนั้น ซึ่งแม้โตแล้วก็ยังคงขาวผอมบาง แต่กลับดูเข้มแข็ง เขากลับถึงบ้านและเล่าให้แม่ฟัง ก็ได้รู้ว่าเพื่อนชายคนนั้น ชื่อวีรุทย์ ลูกชายนายตำรวจ บ้านอยู่ติดกับหนูตุ่น และเป็นเพื่อนสนิทของหนูตุ่นมาตั้งแต่เด็ก เข้มเองก็เคยพบแล้วเช่นกัน คุณอนันต์มาตามเข้มไปพบคุณพ่อ เข้มก็ยังคงห่างเหินกับพ่อไม่เปลี่ยนแปลง โดยที่คุณอรรถไม่เข้าใจว่าเพราะเหตุใดเข้มจึงหยิ่งและห่างเหินกับพ่อนัก แต่สำหรับเข้ม นานวันความรู้สึกกลับยิ่งฝังลึก เข้มจึงปฏิเสธความช่วยเหลือทุกประการเกี่ยวกับหน้าที่การงานที่พ่อหยิบยื่นให้ พ่อบอกว่าแม่ของเขาขอร้องให้พ่อช่วยให้เข้มได้เป็นตำรวจอยู่ในกรุงเทพฯเมื่อเรียนจบ แต่เข้มกลับปฏิเสธพร้อมตอบว่า ตนต้องการจะไปทำงานยังต่างจังหวัด

 

หลังเรียนจบ กลุ่มเพื่อนพากันไปฉลองตามแบบของพวกผู้ชาย เพื่อนเข้าใจเข้มจึงให้เลือกเฟ้นผู้หญิงให้เข้ม แต่เขาปฏิเสธ เพราะเขามีความรู้สึกฝังลึก เรื่องแม่ซึ่งถูกกระทำไม่ผิดอะไรกับนางบำเรอเช่นกันมาตั้งแต่เขายังเด็ก เข้มเคยคิดว่าหากเขามีครอบครัว เขาจะรักลูกเมียและจะไม่ทำให้เสียใจดังเช่นที่ตนเคยได้รับจากมาแล้วอย่างเด็ดขาด เพราะมนุษย์มีจิตใจ มิได้มีเพียงความต้องการแค่มีข้าวกิน ส่งเสียให้เรียน มีบ้านให้อยู่ ดังเช่นที่พ่อเข้าใจ และมักจะตอกย้ำเขาอยู่เสมอ ความสัมพันธ์ของเข้มกับพ่อจึงเป็นแค่เพียงผู้มีพระคุณแต่สายสัมพันธ์ทางใจกลับเลือนหาย เข้มปฏิเสธการรับทุนเพื่อไปศึกษาต่อด้านการสือสวนยังต่างประเทศ เพราะเขาไม่ต้องการรับความช่วยเหลือใดๆจากพ่ออีก เขาหวังเพียงแค่เรียนจบ แล้วออกไปทำงานยังต่างจังหวัดเพื่อให้พ้น เข้มต้องการจะพาแม่ไปจากบ้านหลังนั้นด้วย แต่แม่กลับปฏิเสธและให้เหตุผลว่า ถึงอย่างไรแม่ก็รักพ่อ ยังเป็นเมียของพ่ออยู่ไม่อาจจะทำเช่นนั้นได้ แม้เข้มจะขาดความรักจากพ่อ แต่เขาก็ได้รับการถ่ายทอดความหยิ่งทระนงและมีความภูมิใจในบรรพบุรุษจากตา ซึ่งบรรพบุรุษของตาเคยเป็นถึงเจ้าเมือง ทำให้เข้มจดจำคำสอนของตาและยึดถือปฏิบัติเสมอมา

 

ส่วนหนูตุ่นหลังจากเรียนจบสังคมสงเคราะห์ศาสตร์และครุศาสตร์ภายหลังแม่เสีย เพราะถูกรถชน หนูตุ่นตัดสินใจไปเป็นนักพัฒนากร ตามคำชวนของวีรุทย์ ยังตำบลปุลากง อำเภอยะหริ่ง ส่วนวีรุทย์อยู่ที่อำเภอมายอ โดยบ้านก็ให้เช่าไป ปุลากงเป็นตำบลที่เป็นชุมชนของไทยอิสลาม พูดภาษามลายูทั้งหมู่บ้าน มีคนพูดภาษาไทยได้น้อยมาก ประชาชนมีอาชีพทำนา ไม่มีร้านค้า ทั้งตำบลมีโรงเรียนเดียว ทางด้านอนามัยไม่มีส้วม เด็กเป็นโรคหิดและโรคผิวหนังมากที่สุด หนูตุ่นต้องเตรียมตัวอย่างมากโดยเฉพาะด้านภาษา เพื่อเตรียมตัวให้เข้ากับชาวบ้านให้ได้มากที่สุด สิ่งที่เธอได้รับมิใช่เงินเดือนซึ่งเป็นค่าตอบแทนเพียงน้อยนิด แต่เป็นความภาคภูมิใจที่ได้และมีส่วนเป็นบุคคลที่มีค่าในวงสังคมเพื่อนร่วมชาติ

 

ก่อนจะมาส่งหนูตุ่นที่ปุลากง วีรุทย์ขอเลี้ยงส่งกันเพียงลำพังและได้พูดคุยกันถึงเรื่องส่วนตัว ทั้งสองฝ่ายเปิดเผยว่ายังไม่มีคนรัก เพราะคนรอบข้างต่างคิดว่าทั้งสองเป็นคู่รักกัน เนื่องมาจากเห็นความสนิทสนมตั้งแต่เด็ก ทั้งๆที่ความจริงแล้วทั้งสองเป็นได้แค่เพื่อนที่สนิทกันมากที่สุดเท่านั้น

 

เมื่อศุภรา ( หนูตุ่น ) มาถึงปุลากง ก็ได้เข้าพักที่บ้านครูใหญ่และได้สนิทสนมกับคอดีเยาะลูกสาวของครูใหญ่ คอดีเยาะพาครูคนใหม่ไปแนะนำให้เพื่อนๆรู้จัก และไปโรงเรียนปาโฮะกาเยาะกัน ศุภราส่งข่าวให้หัวหน้าศูนย์พัฒนาอำเถอทราบถึงผลงานที่ชาวบ้านประชุมตกลงร่วมมือร่วมใจจะซ่อมถนนจากหมู่บ้านปุลากงไปยังโรงเรียน วันรุ่งขึ้นงานซ่อมถนนก็เริ่มต้นขึ้น ช่วงบ่ายคณะเจ้าหน้าที่ตามครูใหญ่มาเยี่ยมปุลากง มีนายอำเภอ หัวหน้าศูนย์ฯ และร้อยตำรวจเอกศกร ( เข้ม ) ซึ่งเพิ่งย้ายมาประจำที่ยะหริ่งได้ 6 เดือน

 

เมื่อได้รับการแนะนำศุภราจึงจำได้เข้มได้ว่าเป็นคนข้างบ้านเก่านั่งเอง ช่วงเย็นชาวบ้านกินอาหารร่วมกันที่กลางนา โดยนางหะวอ เมียครูใหญ่และพวกผู้หญิงช่วยกันทำอาหาร กลุ่มเจ้าหน้าที่ร่วมรับประทานด้วย เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับชาวบ้าน ศุภราได้รับคำชมเรื่องการทำงานได้ดี เธอจึงปรึกษาหัวหน้าศูนย์ฯ เรื่องขอทุนการศึกษา เพื่อที่จะขอให้กับนะพี เด็กกำพร้าพ่อแม่ถูกฆ่าตาย ผู้ใหญ่บ้านจึงเลี้ยงไว้ นะพีเป็นเด็กฉลาดเรียนเก่ง และอีกทุนจะขอให้คอดีเยาะ หัวหน้าศูนย์ฯเห็นด้วย แต่ขอให้ดูให้ดี ให้เลือกคนที่จะทำประโยชน์ให้กับชุมชนจริง เพราะบางคนได้รับทุนมีการศึกษาและกลับทิ้งถิ่น ตอนเย็นหลังอาหารแล้วชาวบ้านก็มีการแสดงการชนวัวให้ดู

วีรุทย์ได้มาเยี่ยมศุภราจึงได้พบกับเข้ม วีรุทย์ชื่นชมเข้มที่เป็นตำรวจที่ดี ซึ่งหายาก

 

หลังจากงานซ่อมถนนเสร็จ หนูตุ่นสอนให้นักเรียนกำจัดเหา และตระเตรียมการสร้างส้วมประจำโรงเรียน

นะพีหายไปตอนครูใหญ่มาบอกข่าวเรื่องจะมีโจรผ่านมาทางหมู่บ้านให้ทุกคนระวังตัว ตอนค่ำมีตำรวจมาลาดตระเวน ครั้งตกดึกก็มีการยิงปะทะกัน หลังจากเสียงปืนสงบ เข้มมาขอพักที่บ้านครูใหญ่ เพราะมีตำรวจได้รับบาดเจ็บ เข้มขอให้หนูตุ่นทำแผลให้ที่แขน พร้อมเล่าเรื่องโจรให้ฟัง ก่อนจะขอให้ครูใหญ่ให้ความร่วมมือหากพบสมุนโจรที่กลับใจส่งข่าวให้ตำรวจซึ่งยังกบดานอยู่แถวนี้ เข้มมั่นใจว่ากลุ่มโจรจะต้องกลับมาอีก เพื่อตามล้างแค้นการีมสมุนโจรคนนั้น

 

            รุ่งขึ้นตำรวจพานะพีมาส่ง นะพีจึงเล่าให้ฟังเรื่องสมุนโจรที่พบและให้เขานำข่าวมาบอกตำรวจ หลังจากเหตุการณ์สงบลง หนูตุ่นเริ่มงานสร้างส้วมโรงเรียนและได้ข่าวจะมีคนมาช่วย ซึ่งเป็นชาวบ้านแถบนี้ ชื่อมัยมูเนาะ เป็นลูกสาวกำนันชาวไทยอิสลาม ตกเย็นหลังเลิกงานก็แยกย้ายกันกลับบ้าน หนูตุ่น นะพี คอดีเยาะ ได้พบกับสมุนโจรถูกยิงบาดเจ็บ นะพีบอกว่าเขาชื่อการีม เป็นสมุนโจรที่ถูกตามล่า การีมของความช่วยเหลือจากหนูตุ่น และขออย่าให้บอกตำรวจเพราะเขาจะถูกกลุ่มโจรฆ่าตายก่อนที่ตำรวจจะพบ หนูตุ่นจำเป็นต้องช่วยเหลือการีมเพราะเห็นแก่มนุษยธรรม และตั้งใจว่าจะแจ้งให้ตำรวจทราบในภายหลัง

 

            สามวันต่อมาอาการของการีมดีขึ้น หนูตุ่นตั้งใจจะให้เขาเข้าหมู่บ้านและรับการรักษาจากอนามัย ซึ่งจะเข้ามาเยี่ยมหมู่บ้านพรุ่งนี้เช้า การีมเล่าอดีตของเขาให้เธอฟัง ... เขาเป็นไทยพุทธชื่อศักดิ์สิทธิ์ เป็นนักเรียนเตรียมอุดม มีเพื่อนสนิทชื่อสุไลมาน ซึ่งหน้าตาคล้ายกับเขามาก ต่อมาเขาเป็นนักศึกษาคณะนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เรียนได้ 2 ปี ทางบ้านเกิดปัญหาพ่อมีเมียน้อย แม่ตรอมใจตาย เขาจึงเลิกเรียนและได้พบกับสุไลมานที่ยะลา สุไลมานชวนให้เขามาทำงานด้วย แต่เมื่อเข้าไปทำงานด้วยแล้วจึงรู้ว่าสุไลมานเป็นโจร เพราะต้องการแก้แค้นให้พ่อที่ถูกฆ่าตาย ตอนแรกเขาก็เห็นด้วยกับการกระทำของเพื่อน แต่ต่อมาเพื่อนของเขาเปลี่ยนไปโหดร้ายขึ้น เขาจึงพยายามหนีแต่ก็ถูกตามจับได้ ภายหลังสุไลมานสลักชื่อสุไลมานไว้ที่ข้อมือของเขา เพื่อหลอกลวงให้เขาถูกฆ่าตาย ตำรวจจะได้เข้าใจว่าเป็นศพของสุไลมาน

 

            ขณะที่เล่าเรื่องสุไลมานกับพวกตามมาพบ และจับตัวการีมกับหนูตุ่นไป ส่วนนะพีหลบอยู่ใต้แคร่จึงลอดไปได้ สุไลมานจะฆ่าการีมกับหนูตุ่นที่ชายน้ำ การีมให้เธอดำน้ำหนีไป พอดีกับที่ตำรวจล้อมจับและช่วยศุภราไว้ได้ หลังจากเหตุการณ์สงบ เข้มต่อว่าหนูตุ่นเรื่องทำเกินหน้าที่ให้ความช่วยเหลือสมุนโจร จึงทำให้เหตุการณ์ต่างๆเลวร้ายลง กว่าจะฆ่าหัวหน้าโจรสุไลมานลงได้ เข้มต้องเสียตำรวจไปถึง 3 คน ครอบครัวลูกเมียของตำรวจเหล่านั้นต้องได้รับความเดือดร้อนเพราะขาดหัวหน้าครอบครัว หนูตุ่นเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและเจ็บใจที่เข้มต่อว่าเธออย่างรุนแรง แต่เธอมิได้รู้ว่าหลังจากเข้มส่งเธอถึงหมู่บ้านแล้ว ก็ยังเฝ้าดูอยู่อย่างห่วงใย ขณะที่นางหะวอจัดการอาบน้ำทำความสะอาดให้เธอ

 

            หลังจากเหตุการณ์ผ่านไป 3 วัน ศุภราเตรียมเก็บของเพราะคิดว่าตำรวจจะต้องรายงานให้หัวหน้าศูนย์ฯทราบถึงการกระทำของเธอ และคงจะต้องถูกคำสั่งย้ายอย่างแน่นอน แต่เมื่อเหตุการณ์ผ่านไปหลายวัน ทุกอย่างก็กลับเป็นปกติ ศุภราจึงทำงานของเธอต่อไป โดยมีมัยมูเนาะ ครูคนใหม่เป็นผู้ช่วย วีรุทย์มาเยี่ยมเธอและเล่าถึงเหตุการณ์ที่หนังสือพิมพ์ลงเรื่องสมุนโจรกลับใจเข้ามอบตัวและเข้มได้รับการเลื่อนยศจากการปราบปรามโจร ศุภราจึงได้รู้ว่าศักดิ์สิทธิ์หรือการีมยังไม่ตาย โดยไม่มีใครกล่าวถึงแม้แต่วีรุทย์ก็ยังไม่รู้ ตัวเขาชอบพอมูเนาะ จึงไปมาหาสู่งปุลากงบ่อยขึ้น

    

            ศักดิ์สิทธิ์กลับมาขออยู่ที่ปุลากง โดยพักอาศัยอยู่ที่บ้านครูใหญ่เขาได้รับการต้อนรับอย่างดีจากชาวบ้าน เพราะเคยช่วยเด็กหญิงที่ถูกโจรจับตัวไปเรียกค่าไถ่ ศักดิ์สิทธิ์ยังไม่อยากลับไปหาพ่อที่ภูเก็ตจึงขออาศัยอยู่ที่หมู่บ้านป่าลีซึ่งเป็นไทยพุทธ เข้มได้พบกับวีรุทย์และมูเนาะ จึงได้รู้เรื่องความเป็นไปที่ปุลากง เรื่องที่ศักดิ์สิทธิ์กลับมาจากพบพ่อที่ภูเก็ตแล้ว แม้พ่อจะยกมรดกให้ แต่เขากลับปฏิเสธและขอกลับมาอยู่ที่ปุลากง โดยทำหน้าที่ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน และสอนภาษาไทยให้กับชาวบ้าน ยิ่งเมื่อได้รู้ว่าศักดิ์สิทธิ์ชวนศุภราไปภูเก็ต และอยากให้อยู่สอนหนังสือที่ภูเก็ต เข้มถึงกับรีบเข้าปุลากงทันที โดยที่เข้มเองก็ไม่เข้าใจความรู้สึกตนเองว่าเพราะเหตุใดจะต้องสบายใจเมื่อรู้ว่า วีรุทย์มิได้เป็นคนรักของศุภรา อย่างที่ใครๆเข้าใจกันมาโดยตลอด

 

            เมื่อมาถึงปุลากง เข้มเตือนศุภราเรื่องให้ระวังศักดิ์สิทธิ์ และบอกให้เธอรู้ว่าศักดิ์สิทธิ์นั้นรักเธอ ซึ่งเธอเองแม้จะปฏิเสธคำบอกเล่าของเข้ม แต่ก็รู้ดีว่าสิ่งที่เขาบอกเป็นความจริง คืนนั้นเข้มขอค้างที่บ้านครูใหญ่ด้วยเพราะเย็นมากแล้ว เข้มเป็นไข้ศุภราจึงนำยาและผ้าห่มมาให้ เขานึกถึงความรู้สึกที่มีต่อศุภรา แต่ด้วยความผูกพันที่มีต่อแม่ทำให้ความทุกข์ทางใจของแม่มีอิทธิพลเป็นแผลเกาะกินใจเขาตลอดเวลา ทั้งนี้เป็นผลการกระทำอันคาดไม่ถึงของผู้ใหญ่

 

            รุ่งเช้าวีรุทย์กลับมาเล่าถึงความสัมพันธ์ของตนกับมูเนาะ ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่คือเรื่องศาสนา และตัวเขาเองกำลังจะย้ายไปเป็นพัฒนากรในท้องถิ่นที่มี ผกค. ( ผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ ) จึงขอฝากให้ศุภราดูแลมูเนาะให้ ศักดิ์สิทธิ์กลับมาจากอำเภอส่งข่าวเรื่องทุนของนะพี และมอบบัตรเชิญร่วมงานชาวชมรมธรรมศาสตร์ปัตตานีให้ศุภรา เธอชวนศักดิ์สิทธิ์ไปร่วมงานด้วย แต่เขากลับปฏิเสธ เมื่อวีรุทย์อ่านกำหนดการความรู้สึกของศักดิ์สิทธิ์จึงเหมือนหนามแหลมทิ่งแทงหัวใจ ถ้าเขามีสติสักนิดในวันนั้น คงไม่ต้องชอกช้ำเช่นนี้

 

            ศักดิ์สิทธิ์ทวงถามเรื่องอยากให้ศุภราไปเที่ยวบ้านที่ภูเก็ต เพราะพ่อของเขาอยากพบเธอมาก เขาเล่าให้ท่านฟังถึงเรื่องความช่วยเหลือต่างๆที่เธอมีต่อเขาและให้กำลังใจเขาเสมอมา เธอจึงรับปากหากว่าวีรุทย์และมูเนาะจะไปด้วย ศักดิ์สิทธิ์ระบายความในใจที่มีต่อเธอออกมา เธอรู้ทั้งรู้ว่า ถึงอย่างไรก็เป็นไปไม่ได้ที่เธอจะมาแต่งงานกับอดีตสมุนโจรสุไลมาน เด็กๆจัดงานเลี้ยงส่งนะพีที่จะได้เข้าไปเรียนในจังหวัด ขณะช่วยเด็กๆแล่เนื้อเพื่อย่าง ศุภราถูกตัวต่อกัด แต่เธอก็ยังคงสอนหนังสือตามปกติ จนเกิดอาการปวดกำเริบมากขึ้นจนเป็นไข้ ศักดิ์สิทธิ์ทำหน้าที่พยาบาลอย่างห่วงใย จนรุ่งเช้าครูใหญ่จึงไปตามหมอพร้อมกับแขกติดตามมาด้วยคือเข้ม ซึ่งเมื่อเห็นศักดิ์สิทธิ์พยาบาลศุภราความไม่พอใจก็เพิ่มมากขึ้น และเขาก็ได้เห็นว่าชาวบ้านนั้นรักและห่วงใยศุภรามากแค่ไหน

 

            ในวันงานหนูตุ่นได้พบกับเข้ม เขาถามถึงเรื่องไปภูเก็ตและบอกว่าไม่เหมาะสมไม่อยากให้เธอไป แต่เธอกลับมองว่าเข้มมองศักดิ์สิทธิ์ในแง่ร้ายเกินไป พร้อมว่าเข้มเรื่องการทำงานหนักจนไม่มีเวลาเป็นของตัวเอง เป็นคนที่เคยมีเรื่องทรมานทางด้านความรู้สึกทำเพื่อชดเชยอะไรบางอย่าง คำพูดของเธอทำให้เข้มโกรธเพราะไปสะกิดแผลในใจของเขา

 

            ศักดิ์สิทธิ์พาทุกคนมาแนะนำให้พ่อรู้จัก ศุภรา วีรุทย์ และมูเนาะได้รับการต้อนรับอย่างดี ศุภราพยายามพูดให้เขาอยู่ที่ภูเก็ต เพื่อครอบครัวเพราะเขาได้รับการต้อนรับอยางดีจากทุกคน และจะต้องเป็นผู้นำครอบครัวต่อไป น้องต่างมารดาของเขานั้นพิการ ศักดิ์สิทธิ์จำยอมเพราะถึงอย่างไร่ ศุภราก็คงไม่ยอมใจอ่อนที่จะแต่งงานและอยู่กับเขาที่ภูเก็ตอย่างแน่นอน

 

            ศกรได้รับคำสั่งให้ปฏิบัติงานลับร่วมกับตำรวจมาเลเซีย โดยทางราชการออกเป็นคำสั่งด่วนและกระจายข่าวว่า ศกรจะย้ายเข้ากรุงเทพฯ ลูกน้องและชาวยะหริ่งต่างเสียดายกันมาก ก่อนรับคำสั่งเข้มรีบไปปุลากง เพื่อลาหนูตุ่น แต่ก็ต้องผิดหวังเมื่อหนูตุ่นยังไม่กลับจากภูเก็ต เขาเสียใจที่เข้าใจความรู้สึกของตนเองช้าไป เขาอาจจะไม่มีโอกาสได้บอกกับศุภราอีกก็ได้ เมื่อเธอกลับมาถึงปุลากงตอนเย็น จึงได้ทราบข่าวนี้จากครูใหญ่ว่าเข้มฝากมาลา ส่วนวีรุทย์ก็ได้รับคำสั่งให้ไปปฏิบัติงานเป็นอาสาสมัครชุดคุ้มครองหมู่บ้านในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งสมัครไว้นานแล้วก่อนที่จะได้พบกับ

มูเนาะ จึงทำให้วีรุทย์จำเป็นต้องจากไปทั้งที่มีห่วง จึงเขียนจดหมายฝากมูเนาะและลูกในท้องไว้กับศุภรา  พร้อมสัญญาว่าจะกลับมาแต่งงานให้เรียบร้อย วีรุทย์จากไปเดือนกว่าๆ ระยะแรกก็มีจดหมายมาเสมอ แต่ระยะหลังๆ ข่าววีรุทย์หายไป มูเนาะทุกข์ใจมาก ครูใหญ่นำหนังสือพิมพ์เพื่อจะมาไว้ที่ห้องสมุดในศูนย์พัฒนาตำบลมาให้ศุภรา ทำให้ได้รู้ข่าววีรุทย์ตายจากการต่อสู้กับผู้ก่อการร้ายที่ลอบโจมตี มูเนาะเสียสติจากข่าวนั้น แต่ชาวบ้านทุกคนเข้าใจว่าถูกผีเข้า จึงนำตาเฒ่ามารักษาตามความเชื่อของเขา แม้ศุภราจะพยายามอธิบาย ขอให้ส่งมูเนาะรักษาในโรงพยาบาลก็ไม่เป็นผล ในที่สุดมูเนาะก็เห็นภาพหลอนว่าวีรุทย์มาเรียกให้ตามไป จึงเดินลุยน้ำจนจมน้ำถึงแก่ความตายในที่สุด เป็นการจบปัญหาทั้งมวล

คอดีเยาะได้เข้ามาเรียนที่จังหวัด ส่วนศุภราอยู่ต่อจนครบ 2 ปีก็ถูกเรียกตัวเข้ากรุงเทพฯ ชาวปุลากงต่างรักและอาลัยเธอเป็นอย่างมาก

 

            หนูตุ่นเข้ามารับตำแหน่งใหม่ในกองวิชาการ มีจิตรีเพื่อนสนิทเป็นผู้จัดการเรื่องบ้านจนเรียบร้อย คุณปุ้มแวะมาเยี่ยมเธอและถามถึงเข้ม เนื่องจากเห็นว่าอยู่ภาคใต้เหมือนกัน หนูตุ่นจึงได้รู้ว่าเข้มยังไม่ได้กลับกรุงเทพฯตามที่ทราบมา เพราะทางบ้านก็ไม่ได้รับข่าวคราวใดๆมาปีกว่าแล้ว รู้เพียงว่ายังมีชีวิตอยู่ เพราะมีเงินเดือนส่งมาให้ทุกเดือน หนูตุ่นได้รับคำชวนจากเพื่อนให้ไปเยี่ยมอาสาสมัครที่ได้รับบาดเจ็บจากการสู้รบ จึงได้รู้ว่าเข้ม ( พันตำรวจตรีศกร ) บาดเจ็บสาหัส มาจากหน่วยปฏิบัติการร่วมพิเศษที่ชายแดนภาคใต้ และผู้เจ็บไม่ประสงค์จะแจ้งให้ทางบ้านทราบ หนูตุ่นมาเยี่ยมเข้มหลายครั้งแต่เขาหลับ จึงฝากบอกวิมลพยาบาลพิเศษไว้ อีกสองอาทิตย์เข้มอาการดีขึ้นจนสามารถกลับบ้านได้ วิมลตามกลับไปพยาบาลดูแลถึงบ้าน เมื่อหนูตุ่นกลับจากราชการต่างจังหวัด เข้มก็มาหาถามเรื่องไปภูเก็ตกับศักดิ์สิทธิ์ และบอกเธอว่าเขาไปราชการลับ แต่ไม่พบจึงไม่ได้พบกันเลยเป็นปี เข้มชวนหนูตุ่นไปทานข้าวที่บ้าน ได้พบวิมลซึ่งอาสาทำอาหารกับมารดาของเข้มอย่างสนิทสนม หนูตุ่นจึงตั้งใจจะไม่ไปทานข้าวที่บ้านของเขาอีก

 

            ศุภราเล่าเรื่องความในใจที่มีต่อเข้มให้จิตรีฟัง และพยายามกลับ้านค่ำโดยแวะกินข้าวกับจิตรี แต่เธอก็ทราบความเป็นไปของเข้มเพราะพบกับคุณปุ้มทุกเช้า คุณปุ้มว่าเข้มจะแต่งงานกับวิมล เพราะเห็นปรึกษากับคุณพ่อเรื่องแบ่งโฉนดที่ดิน โดยคุณพ่อจะปลูกบ้านให้ แต่เข้มปฏิเสธเพราะยังไม่ได้ปรึกษากับคู่รัก คุณพ่อจะซื้อแหวนหมั้นให้ก็ไม่เอา จะซื้อเองเป็นแหวนเพชรวงเล็กๆ ต่อมาก็เล่าว่าวิมลจะไปเรียนต่อที่อเมริกา คงจะจะตามไปแต่งงานกันที่นั่น ศุภราเห็นว่าถึงเวลาที่เธอจะต้องทำใจให้สงบ เพื่อนๆแนะนำให้เธอรับทุนไปต่างประเทศ แต่เธอก็ไม่ชอบ จึงขอออกต่างจังหวัดแทน

 

            เข้มได้รับคำสั่งให้ไปราชการลับต่างประเทศ 1 เดือน ทั้งพี่และพ่อต่างสงสัยเรื่องงานแต่งงานของเข้ม นางแพงศรีจึงถาม เข้มบอกว่าหลังจากกลับจากราชการแล้วเขาจะออกต่างจัดหวัดอีก อยากให้แม่ไปด้วย แต่แม่ก็ยังยืนยันว่าทำไม่ได้ และขอให้เข้มนึกถึงบุญคุณของพ่อทำให้เข้มนึกถึงความหลังที่เป็นความทรมานฝังลึกในใจของเขาเสมอมา เมื่อแม่ถามย้ำเรื่องการแต่งงาน เข้มจึงบอกความรู้สึกที่มีต่อหนูตุ่น แม่จึงบอกให้เขาจัดการเรื่องหัวใจของตัวเองให้เรียบร้อยก่อนที่จะสายเกินไป เข้มรู้จากคุณปุ้มว่าหนูตุ่นไปอบรมพัฒนาการที่ปัตตานี 3 เดือน จึงลางานและเดินทางไปหาเธอเพื่อบอกความในใจก่อนที่จะเดินทางไปต่าประเทศ ขณะอยู่บนรถไฟ เข้มยังนึกถึงคำพูดของบิดาก่อนจากมาว่าท่านต้องการให้เข้มย้ายเข้ามาอยู่ที่กรุงเทพฯ เพื่อจะได้สะดวกสบายซึ่งใครก็อยากได้แต่เขาปฏิเสธเสมอมา ทำให้พ่อไม่เข้าใจและว่าเข้มทำตัวเป็นนักกินอุดมคติ ทั้งที่ได้ตามอุดมคติของตนเองมานานพอสมควรแล้ว และหากเข้มไม่เชื่อฟังจะไปอยู่ต่างจังหวัดไกลๆก็จะไม่ยอมให้เอาแม่ไปด้วย

 

            เมื่อถึงปัตตานีเข้มพบเพื่อน ซึ่งอาสาให้ขอยืมรถใช้ เข้มรู้จากศูนย์พัฒนาว่า วันหยุดศุภราจะไปอยู่ที่ปุลากง เขาจึงรีบตามไปพบเธอที่นั่น สร้างความประหลาดใจให้กับเธอยิ่งนัก เข้มบอกว่ามาลา และมีธุระจะคุยด้วย ขอให้ศุภราเข้าเมืองไปด้วยกัน ระหว่างทางรถเกิดเสีย และเป็นเวลามืดแล้ว ศุภราเห็นกลุ่มคนเดินมาทั้งสองจึงทิ้งรถและหลบเข้าป่าข้างทาง คนกลุ่มนั้นยิงรถหลายนัดก่อนจะออกค้นหาคน แต่ไม่พบจึงเดินจากไป เข้มและศุภราจึงหลบอยู่ที่นั่น เขาบอกความในใจของตนต่อศุภราและขอเธอแต่งงานด้วย โดยที่ทั้งสองตั้งใจจะทำงานเพื่ออุดมคติ อย่างน้อยชีวิตหนึ่งที่เกิดมาเป็นคน ก็ได้ทำประโยชน์เพื่อเพื่อนร่วมชาติร่วมโลกที่ใฝ่หาสันติและเสรีภาพ แม้ชื่อของเขาจะไม่เป็นที่รู้จักของใครก็ตาม ...

edit @ 14 Jan 2010 20:07:57 by พัชรี เพชรพูล

พระเวสสันดรชาดก

posted on 05 Jan 2010 19:15 by joyzanaruk

 

     

1.กัณฑ์ทศพร
            เริ่มตั้งแต่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ แล้วเสด็จไปเทศนาโปรดพระเจ้าพิมพิสารต่อจากนั้นเสด็จ
       ไปโปรดพุทธบิาและพระประยูรญาติที่กรุงกบิลพัสดุ์เกิดฝนโบกขรพรรษ    พระสงค์สาวก
       กราบทูลอาราธนาให้ทรงแสดง  เรื่องมหาเวสสันดรชาดก    เริ่มตั้งแต่เมื่อกัปที่    98   นับ
       แต่ปัจจุบันพระนางผุสดีซึ้งจะทรงเป็นพระมารดาของพระเวสสันดร  ทรงอธิษฐานขอเป็น
       มารดาของผู้มีใจบุญจบลงตอนพระนางได้รับพร 10 ประการจากพระอินทร์ อานิสงค์ของ
       ผู้บูชากัณฑ์นี้คือ  ผู้นั้นจะได้รับทรัพย์สมบัติดังปรารถนา ถ้าเป็นสตรีจะได้สามีที่เป็นที่ชอบ
       เนื้อเจริญใจ บุรุษจะได้ภรรยาเป็นที่ต้องประสงค์อีกเช่นเดียวกันจะได้บุตรหญิงชายเป็นคน
       ว่านอนสอนง่าย มีรูปร่างที่งดงาม มีความประพฤติดีกริยาเรียบร้อย

     2.กัณฑ์หิมพานต์
            พระเวสสันดร  ทรงเป็นพระราชโอรสของพระเจ้าสัญชัยกับพระนางผุสดี   แห่งแคว้น
       สีวีราษฎร์ประสูติที่ตรอกพ่อค้า   เมื่อพระเวสสันดรได้รับเวนราชสมบัติจากพระบิดา    ได้
       พระราชทานช้างปัจจัยนาเคนทร์แก่กษัตริย์แคว้นกลิงคราชฎร์ ประชาชนไม่พอใจพระเวส
       สันดร จึงถูกพระราชบิดาเนรเทศไปอยู่ป่าหิมพานต์   อานิสงค์ของผู้บูชากัณฑ์นี้คือย่อมได้
       สิ่งที่ปรารถนาทุกประการ   ครั้นตายแล้ว  ได้บังเกิดในสุคติโลกสวรรค์เสวยสมบัติ       อัน
       มโหฬาร มีบริวารแวดล้อมบำรุงบำเรออยู่เป็นนิตย์จุติจากสวรรค์แล้วจะลงมาเกิดในตระกูล
       ขัตติยะมหาศาล  หรือตระกูลพราหมณ์มหาศาลอันบริบูรณ์ด้วยทรัพย์ศฤงคารบริวารมาก
       มายนานาประการจะประมาณมิได้ ประกอบด้วยการสบายใจทุกอิริยาบถ


      3.กัณฑ์ทานกัณฑ์
            ก่อนเสด็จไปอยู่ป่า   พระเวสสันดรได้พระราชทานสัตสดก มหาทาน คือ  ช้าง  ม้า   รถ
       ทาสชาย ทาสหญิง โคนม และ นางสนม อย่างละ 700  อานิสงค์ของผู้บูชากัณฑ์นี้คือ   จะ
       บริบูรณ์ด้วยแก้วแหวยนเงินทองทาสทาสี และสัตว์  2  เท้า  4  เท้า  ครั้นตายแล้วจะได้ไป
       เกิดในฉกาพจรสวรรค์  มีนางเทพอัปสรแวดล้อมมากมายเสวยสุขในปราสาทแล้วด้วยแก้ว
       7 ประการ

     4.กัณฑ์วนปเวสน
            พระเวสสันดรทรงพระนางมัทรีและพระชาลี ( โอรส ) พระกัณหา (ธิดา )     เสด็จจาก
       เมืองผ่านแคว้น เจตราษฎร์     จนเสด็จถึงเขาวงกตในป่าหิมพานต์อานิสงค์ของผู้บูชากัณฑ์
       นี้คือ  จะได้รับความสุขทั้งโลกนี้และโลกหน้าจะได้เป็นบรมกษัตริย์ในชมพูทวีป        เป็นผู้
       ทรงปรีชาเฉลียวฉลาดสามาร๔ปราบอริราชศัตรูให้ย่อยยับไป

     5.กัณฑ์ชูชก
            ชูชกพราหมณ์     ขอทานได้นางอมิตตาบุตรสาวของเพื่อนเป็นภรรยานางใช้ให้ชูชกไป
       ของสองกุมาร ชูชกเดินทางไปสืบข่าวในแคว้นสีวีราษฎณ์      สามารถหลบหลีกการทำร้าย
       ของชาวเมือง พบพรานเจตบุตรลวงพรานเจตบุตรให้บอกทางไปยังเขาวงกต       อานิสงค์
       ของผู้บูชากัณฑ์นี้คือ  จะได้บังเกิดในตระกูลกษัตริยบ์     ประกอบด้วยสมบัติอันงดงามกว่า
       คนทั้งหลาย จะเจรจาปราศรัยก็ไพเราะเสนาะโสต        แม้จะได้สามีภรรยาและบุตรธิดาก็
       ล้วนแต่มีรูปทรงงดงามสอนง่าย


     6.กัณฑ์จุลพน
            ชูชกเดินทางผ่านป่าตามเส้นทางที่เจตบุตรแนะจนถึงที่อยู่ของอัจจุตฤาษี  อานิสงค์ของ
       ผู้บูชากัณฑ์นี้คือ   แม้จะบังเกิดในปรภพใดๆจะเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยสมบัติบริวารจะมีอุทยาน
       อันดารดาษด้วยไม้หอมตรลบไป   แล้วจะมีสระโบกขรณีอันเต็มไปด้วยประทุมชาติ    ครั้น
       ตายไปแล้วก็ได้เสวยทิพยสมบัติในโลกหน้าสืบต่อไป

     7.กัณฑ์มหาพน
            ชูชกลวงอัจจุตฤาษี          ให้บอกทางผ่านป่าไม้ใหญ่ไปยังที่ประทับของพระเวสสันดร
       อานิสงค์ของผ้บูชากัณฑ์นี้คือ จะเสวยสมบัติใดในดาวดึงส์เทวโลกนั้นแล้ว   จะได้ลงมาเกิด
       เป็นกษัตริย์มหาศาล   มีทรัพย์ศฤงคารบริวารมากมี           อุทยานและสระโบกขรณีที่เป็น
       ประพาสเป็นผู้บริบูรณ์ด้วยด้วยศักดานุภาพเฟื่องฟุ้งไปทั่วชมพูทวีป        อีกทั้งจักได้เสวย
       อาหารทิพย์เป็นนิตย์นิรันดร

     8.กัณฑ์กุมาร
            ชูชกทูลขอสองกุมาร    ทุบตีสองกุมารเฉพาะพระพักตร์พระเวสสันดร แล้วพาออกเดิน
       อานิสงค์ของผู้บูชากัณฑ์นี้คือ ย่อมประสบผลสำเร็จในสิ่งที่ปรารถนา     ครั้นตายไปแล้วได้
       เกิดในฉกามาพจรสวรรค์      ในสมัยที่พระศรีอาริยาเมตไตรมาอุบัติก็จะได้พบศาสนาของ
       พระองค์       จะได้ถือปฏิสนธิในตระกูลกษัตริย์       ตลอดจนได้สดับตรับฟังพระสัทธรรม
       เทศนาของพระองค์ แล้วบรรลุพระอรหัตตผลพร้อมด้วยปฏิสัมภิทาทั้ง4 ด้วยบุญราศีที่ได้
       อบรมไว้

     9.กัณฑ์มัทร
            พระนางมัทรีเสด็จกลับจากหาผลไม้ในป่าออกติดตสมสองกุมารตลอดทั้งคืนจนถึงทรง
       สัญญี( สลบ )เฉพาะพระพักตร์พระเวสสันดรเมื่อทรงฟื้นแล้วพระเวสสันดรตรัสเล่าความ
       จริงเกี่ยวกับสองพระกุมาร พระนางทรงอนุโมทธนาด้วยอานิสงค์ของผู้บูชากัณฑ์นี้ คือเกิด
       ในโลกหน้าจะเป็นผู้มั่งคั่งสมบูรณ์ด้วยทรัพย์สมบัติ เป็นผู้มีอายุยืนยาว ทั้งประกอบด้วยรูป
       โฉมงดงามกว่าคนทั้งหลาย จะไปในที่ใดๆก็จะมีแต่ความสุขทุกแห่งหน

     10.กัณฑ์สักกบรรณ
            พระอินทร์พระเกรงว่าจะมีผู้มาขอพระนางมัทรี    จึงแปลงเป็นพราหมณ์ชรามาทูลขอ
       พระนางมัทรีแล้วฝากไว้กับพระเวสสันดร อานิสงค์ของผู้บูชากัณฑ์นี้    คือจะเป็นผ้ที่เจริญ
       ด้วยลาภยศตลอดจนจตุรพิธพรทั้ง 4 คืออายุวรรณธ สุขะ พละ ตลอดกาล

     11.กัณฑ์มหาราช
            ชูชกเดินทางเข้าไปแคว้นสีวีราษร์ พระสัญชัยทรงไถ่สองกุมารชูชกได้รับพระราชทาน
       งานเลี้ยงและ ถึงแก่กรรมด้วยกินอาหารมากเกินควรอานิสงค์ขชองผู้บูชากัณฑ์นี้   คือจะได้
       มนุษสมบัติ สวรรค์สมบัติ  และนิพพานสมบัติเมื่อเกิดเป็นมนุษย์จะได้เป็นพระราชาเมื่อจาก
       โลกมนุษย์ไป  ก็จะไปเสวยทิพย์สมบัติในฉกามาพจรสวรรค์     มีนางเทพอัปสรเป็นบริวาร
       ครั้นบารมีแก่กล้าก็จะได้นิพพานสมบัติอันตัดเสียซึ้งชาติ    ชรา พยา มรณธ    พ้นจากโอฆะ
       ทั้งสามมีกาโมฆะ เป็นต้น

     12.กัณฑ์ฉกษัตริย์
            กษัตริย์แคว้นถลิงราชย์ทรงคืนช้างปัจจัยนาเคนทร์ พระเจ้ากรุงสญชัย    พระนางผุสดี
       พระชาลี พระกัณหา เสด็จไปทูลเชิญพระเวสสันดร พระนางมัทรีกลับพระนคร          เมื่อ
       กษัตริย์ทั้งหกพระองค์ทรงพบกันก็ทรงวิสัญญี     ต่อมาฝนโบกขรพรรษตกจึงทรงฟื้นขึ้น
       อานิสงค์ของผู้บูชากัณฑ์นี้คือ  จะได้เป็นผู้ที่เจริญด้วยพร 4 ประการ  คือ อายุ วรรณะ สุขะ
       พละ ทุกๆชาติแล

     13.กัณฑ์นครกัณฑ์
            กษัตริย์หกพระองค์เสด็จกลับพระนคร    พระเวสสันดรได้ครองราชย์ดังเดิม บ้านเมือง
       สมบูรณ์พูนสุข อาณิสงค์ของผู้บูชากัณฑ์นี้คือ     จะได้เป็นผู้บริบูรณ์ด้ยวงคาคณาญาติ  ข้า
       ทาสชาย-หญิง ธิดา สามี   หรือบิดามารดา  เป็นต้น         อยู่พร้อมหน้ากันด้วยความผาสุก
       ปราศจากดรคาพาธทั้งปวงจะทำการใด ๆ ก็พร้อมเพียงกันยังการงานนั้นๆ ให้สำเร็จลุล่วง
       ไปด้วยดี

 วันจันทร์เริ่มสอบแล้วนะ

อย่ามั่งดูทีวีอยู่นะ   อ่านหนังสอืเยอะๆแล้วข้อสอบจะง่ายมาก

เราก็จะอ่านไปนะ เพื่อเพื่อนมีปัญหาไม่เข้าใจก็มาถามเราได้

แต่ต้องก่อนเขาห้องสอบนะ พอเข้าห้องตัวใครตัวมัน

   555+

วิธีการอ่านหนังสือแล้วจำได้ดี

1ข้อที่ 1. เพื่อนๆต้องใส่ใจเรื่องรายละเอียดเล็กๆน้อยๆก่อนเลยล่ะ ดูซิ!!!ว่าวิชาไหนน่ะที่เราต้องสอบเป็นอันดับแรกๆ หยิบวิชานั้นขึ้นมาก่อนเลย เตรียมไว้นะค่ะ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือที่เกี่ยวกับวิชาที่จะสอบ ชีท เอกสารต่างๆ หรือแนวข้อสอบ(อันนี้สำคัญนะค่ะ หาให้เจอล่ะ) ค้นเลยๆ ทุกวิชานะค่ะ

ข้อที่ 2.แยกหมวดหมู่แต่ละวิชา ก่อน-หลัง แล้วหาที่วางไว้อย่างเป็นระเบียบด้วยล่ะ

1ข้อที่ 3.เตรียม ดินสอ/ปากกา สมุด และปากกาเน้นข้อความไว้ด้วยนะ

ข้อที่ 5.เริ่มอ่านวิชาที่จะต้องสอบก่อนเป็นวิชาแรกเลยค่ะ ตรงนี้แหละสำคัญมาก เพื่อนๆอย่าอ่านๆๆๆๆๆแล้วก็อ่านเพื่อให้จบ แบบผ่านๆนะค่ะ ต่อให้เพื่อนๆอ่านสัก 10 รอบแล้วบอกคนอื่นๆว่า "ก็เค้าอ่านเป็นสิบๆรอบแล้วอ่ะ แต่ทำไมทำข้อสอบไม่ได้เลยน่ะ?"  อ่ะๆๆๆ!!! อ่านสัก 100 รอบก็ไม่ช่วยอะไรหรอกเจ้าค่ะ อ่านแล้วต้องทำความเข้าใจไปด้วย ตรงไหนที่คิดว่าสำคัญๆ น้องๆก็เน้นตรงจุดนั้นไว้ อาจจะใช้วิธีการจดบันทึกไว้ หรือ เน้นข้อความด้วยปากกาสีต่างๆก็ได้ค่ะ เพื่อว่าจะได้กลับมาอ่านอีกครั้ง

 

1ข้อที่ 6.นั้นงัยๆๆๆเราบอกไปตะกี้เองนะค่ะว่าอย่าอ่านแบบผ่านๆ ดูสิ!!!เพื่อนๆลองกลับไปอ่านข้อ 3 ใหม่สิค่ะ แล้วดูซิว่าที่ต่อจากข้อ 3 นะเป็นข้อที่เท่าไหร่ ข้อที่ 4หายไปๆๆๆๆ ส่วนเพื่อนๆคนไหนสังเกตเห็นก่อนที่พี่เฉลย เพื่อนก็ไม่มีปัญหาในเรื่องของการอ่านหนังสือแล้วละค่ะ เก่งมากๆเลย ส่วนเพื่อนๆคนไหนที่ไม่ทันได้สังเกต ก็เอาจุดนี้เนี่ยแหละค่ะไปลองปรับใช้กับการอ่านหนังสือดูตามที่พี่บอกไว้ในข้อที่ 5 นะค่ะ

 

1ข้อที่ 7.อ่ะ ต่อๆๆ การไม่ปล่อยให้ท้องว่างก็เป็นสิ่งสำคัญนะค่ะ ถ้าเพื่อนๆอ่านๆๆๆหนังสืออย่างเดียวจนลืมทานข้าวแล้วละก็ นอกจากเพื่อนๆจะอ่านหนังสือไม่รู้เรื่องแล้ว อาจจะทำให้ป่วย และทำให้เป็นโรคกระเพาะได้ด้วยนะจ๊ะ สำคัญเลย ต้องหาอะไรทานเมื่อท้องว่างด้วยน้า...อย่าทรมาณตัวเองละ

 

1ข้อที่ 8.ในการอ่านหนังสือ เพื่อนๆควรเลือกเวลาที่รู้สึกว่าสมองเราพร้อมจะทำงานด้วยนะจ๊ะ แล้วเมื่อเพื่อนๆรู้สึกว่าเริ่มอ่านไม่ไหวแล้วล่ะ อ่านนานมากไปทำให้ปวดตา ปวดหัว ให้เพื่อนๆพักก่อน อาจจะหาอย่างอื่นทำ เช่นพักสายตาโดยการหาเพลงเพราะๆฟัง(อ่ะๆๆๆเลือเพลงที่ฟังแล้วจรรโลงใจด้วยละ ถ้าฟังเพลงที่หนักไป อาจทำให้ยิ่งปวดหัวมากกว่าเดิม ไม่รู้ด้วยนะเจ้าค่ะ) จะดูทีวี เล่นเกม หรือกิจกรรมอื่นๆที่ทำแล้วผ่อนคลายก็หามาลองทำกันดูนะเจ้าค่ะ แต่ๆๆๆๆแล้วก็แต่...อย่าพักจนเพลินละ เมื่อถึงเวลาที่ร่างกายผ่อนคลายเพียงพอแล้วก็กลับเข้าสู่โหมดการอ่านหนังสือต่อเลยยย (เอาน่าๆทนเอาหน่อยนะเจ้าค่ะ สอบไม่ได้มีมาบ่อยๆ ตั้งใจให้สุดๆไปเลย)

ข้อที่ 9.นั้นแน่ๆ เรารู้นะว่าเพื่อนๆเริ่มใส่ใจในรายละเอียดในการอ่านกันบ้างแล้ว คงคิดใช่มั้ยละ ว่าเราจะแกล้งทำให้ข้อไหนหายไปอีกน่ะ!!! ดีแล้วค่ะถ้าเพื่อนๆคิดแบบนี้นะ เป็นการฝึกตัวเองไปด้วย ให้เป็นคนรอบคอบ ดีค่ะๆ อ่ะต่อๆ

 

1ข้อที่ 10.อ้า....อ่านไม่ทันแล้วอ่ะ!!!ทำไงดีๆ เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นกับเพื่อนๆคนอื่นๆเกือบทุกคนละค่ะ ที่สำคัญเลย อย่าตื่นเต้นจนรนล่ะ ตั้งสตินะค่ะตรงนี้สำคัญมากๆเลย ให้เพื่อนๆหยุดอ่านหนังสือต่อสักพักนึง แล้วดูซิว่า...พรุ่งนี้เราสอบวิชาอะไรบ้าง แล้วหยิบวิชาที่สอบเป็นวิชาแรกมาอ่านทบทวนก่อนเลย แล้วก็ทบทวนวิชาอื่นๆต่อไป (ตรงถ้าคิดว่ากลัวอ่านไม่ทันรอบทบทวนให้น้องๆอ่านในส่วนที่เน้น ที่สำคัญๆเอาไว้ก่อนเลย จำได้มั้ยเอ๋ยว่าในการอ่านรอบแรกพี่ให้น้องๆจดบันทึกที่สำคัญๆไว้ที่คิดว่าน่าจะออก หรือส่วนที่มันยาก จำไม่ได้ก็นำมาอ่านก่อนเลย ตรงส่วนไหนที่น้องๆจำได้ หรือเข้าใจก็เปิดผ่านๆเลยค่ะ ตอนนี้เราต้องทำเวลาแหละน่ะ)

 

 

1ข้อที่ 11.เอาละ...อ่านหนังสือสอบก็ต้องฟิสหน่อย น้องๆบางคนอาจจะอ่านหนังสือเร็วและเข้าใจง่ายทำให้การอ่านหนังสือไม่ค่อยมีปัญหาเลยก็ดีไป ส่วนน้องคนไหนเป็นคนที่อ่านหนังสือช้าก็ต้องขยันกว่าคนอื่นๆหน่อยแล้ว อาจจะทำให้อ่านหนังสือไม่ทัน ทำให้ต้องนอนดึกหน่อย ก็อย่าลืมดูแลตัวเองนะค่ะ หานมอุ่นๆหรือของว่างทานสักนิดนึง ใส่ใจในสุขภาพหน่อยนะค่ะ เพราะเดี๋ยวน้องๆอาจป่วยได้ แล้วเป็นงัยน่ะ ไปสอบไม่ได้ แย่เลยน่ะเจ้าค่ะ สำคัญเลย ถ้าอ่านหนังสือไม่ทันแล้วจริงๆ แต่ร่างกายเราไม่ไหวแล้ว อย่าฝืนนะค่ะ ได้แค่ไหนก็เอาแค่นั้น รีบเตรียมตัวเข้านอนกันดีกว่าค่ะ ตื่นเช้ามาจะได้สดชื่น แถมถ้าเราตื่นเร็ว ก็จะมีเวลาอีกนิดในการทบทวนก่อนเข้าห้องสอบนะค่ะน้องๆ


***เป็นงัยค่ะ ทั้ง 10 ข้อที่พี่ได้นำมาฝากกัน ก็ลองนำไปทำตามกันดูนะค่ะ***


                               ผลเป็นงัยบอกกล่าวกันบ้างนะเจ้าค่ะ ^ ^ 


1+++สุดท้ายๆๆแล้วก็ท้ายสุด พี่ "นางฟ้าซาตาน" ขอให้น้องๆ เพื่อนๆ พี่ๆ ทุกคนทำข้อสอบได้นะเจ้าค่ะ แล้วขอให้เกรดออกมาเป็นที่น่าพอใจด้วยล่ะ โชคดีจ้า...+++

edit @ 12 Dec 2009 18:36:23 by พัชรี เพชรพูล

edit @ 12 Dec 2009 18:37:01 by พัชรี เพชรพูล

ขอพระองค์ทรงพระเจริญ

posted on 07 Dec 2009 13:49 by joyzanaruk

สดุดี ธ ภูมินทร์ปิ่นสยาม

พระจอมราช กษัตรา เอกสมัย

พระจอมปิ่น โลกันต์ อนันตรัย

พระผู้ให้ แก่ชาวไทย ชั่วนิรันดร์

ขอน้อมเอา คุณความดี ที่ปรากฎ

มายอยศ พระ่มิ่งขวัญ เกริกไพศาล

ณ วันนี้ พระตรากตรำ มาแสนนาน

เพื่อลูกหลาน ชาวไทย ได้อยู่ดี 

ขอคุณพระ สยาม เทวาราช

อีกพระนาม อันศักดิ์สิทธิ์ วินิจฉัย 

 ขอปกปักษ์ คุ้มครอง ซึ่งผองภัย

หนูรักในหลวง
หนูได้ร่วมลงนามถวายพระพรที่โรงพยาบาลศิริราชด้วย
เป็นความประทับใจที่สุดในชีวิต
ขอให้พระองค์ทรงหายจากพระอาการประชวรโดยเร็ววัน
ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน
ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ  
ข้าพระพุทธเจ้าน.ส.พัชรี เพชรพูล
และผู้เยี่ยมชม

edit @ 12 Dec 2009 18:16:51 by พัชรี เพชรพูล

edit @ 12 Dec 2009 18:17:22 by พัชรี เพชรพูล